LongStoryShortข่าวสารความรู้ใหม่English
Investing

ควันหลงเลือกตั้ง หุ้นชิปร่วง แต่ Apple และ Microsoft ดันตลาดเขียว

Yukmai Media· อัปเดต 5 พ.ย. 2569·12 min read
ควันหลงเลือกตั้ง หุ้นชิปร่วง แต่ Apple และ Microsoft ดันตลาดเขียว
สรุปสำหรับคนรีบ (TL;DR)
  • วันที่ 4 พ.ย. 2569 ดาวโจนส์ปิดที่ 53,356.12 จุด เพิ่มขึ้น 3.03% เป็นการขึ้นแรงที่สุดในวันเดียวนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 หรือในรอบราว 1 ปีครึ่ง ส่วน S&P 500 บวก 1.58% และ Nasdaq บวก 1.44% หลังตลาดพลิกจากช่วงที่ฟิวเจอร์สร่วงระหว่างนับคะแนน
  • แต่หุ้นชิปสวนทาง ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ลดลงราว 3% Nvidia ลดลงกว่า 3% และหุ้นดาต้าเซ็นเตอร์รายเล็กร่วงหนัก เพราะนักลงทุนกังวลว่าการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่จะถูกกำกับเข้มขึ้น
  • เงินไหลเข้าหุ้นเทคยักษ์ใหญ่แทน Apple และ Microsoft บวกกว่า 5-6% โดย Apple ขยายช่องว่างมูลค่าตลาดเหนือ Nvidia หลังแซงขึ้นเป็นบริษัทมูลค่าสูงสุดในโลกตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม

ใครเปิดพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ เมื่อเช้าวันที่ 5 พฤศจิกายนตามเวลาไทย คงเห็นดัชนีหลักเป็นสีเขียวทั้งกระดาน หลังตลาดสหรัฐฯ ปิดซื้อขายวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน ด้วยการปรับขึ้นแรงที่สุดในรอบหลายเดือน ดาวโจนส์บวกกว่า 3% ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ก็บวกกว่า 1% แต่ถ้ามองลึกลงไป ตลาดไม่ได้ขึ้นพร้อมกันทุกกลุ่ม หุ้นชิปและหุ้นที่เกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์กลับร่วงสวนทาง ขณะที่เงินจำนวนมากไหลเข้าหุ้นเทคยักษ์ใหญ่อย่าง Apple และ Microsoft จนตอกย้ำตำแหน่งของ Apple ในฐานะบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก

ดาวโจนส์พุ่ง 3% ทำวันที่ดีที่สุดตั้งแต่เมษายน 2025

เมื่อปิดตลาดวันที่ 4 พฤศจิกายน ดาวโจนส์ปิดที่ 53,356.12 จุด เพิ่มขึ้น 1,569 จุด หรือ 3.03% นับเป็นวันที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ส่วน S&P 500 ปิดที่ 7,688.62 จุด เพิ่มขึ้น 1.58% และ Nasdaq ปิดที่ 25,736.51 จุด เพิ่มขึ้น 1.44% ปัจจัยหนุนที่สื่อหลายสำนักกล่าวถึง ได้แก่ การที่ตลาดตอบรับผลการเลือกตั้งกลางเทอม ราคาน้ำมันที่ร่วงแรง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ปรับลดลง โดยหุ้นกลุ่มพลังงานลดลงมากที่สุดตามราคาน้ำมัน ขณะเดียวกัน บางฝ่ายในตลาดยังมองบวกต่อโอกาสที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กดราคาน้ำมันลง

ทำไมคืนก่อนแดง แต่เช้านี้เขียว

หลายคนอาจสับสน เพราะก่อนหน้านั้นหนึ่งวันตลาดยังดูน่ากังวล ลำดับเหตุการณ์คือ ในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง ตลาดปิดแบบผสม โดยหุ้นชิปดีดกลับ ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียบวก 3% แต่หลังตลาดปิด ระหว่างการนับคะแนน ฟิวเจอร์สของ Nasdaq 100 ร่วงลงกว่า 2% ณ จุดต่ำสุด จากความกังวลเรื่องการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ ก่อนที่ตลาดจะพลิกกลับมาปิดบวกแรงในวันพุธ นักลงทุนไทยที่ดูตลาดตอนเช้าจึงอาจเห็นภาพที่ต่างกันมากในสองวันติด เมื่อวานคือฟิวเจอร์สที่ร่วงระหว่างคืน ส่วนเช้านี้คือราคาปิดจริงหลังตลาดพลิกขึ้นแล้ว

หุ้นชิปและดาต้าเซ็นเตอร์ร่วงสวนตลาด

แม้ดัชนีหลักจะเขียว แต่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน AI กลับถูกเทขาย Reuters รายงานว่าดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียลดลง 3.1% ในวันเดียวกัน Nvidia ลดลงราว 3% กองทุนหุ้นชิป SMH ลดลงราว 2.8% และตลาดหุ้นเกาหลีใต้ซึ่งมีหุ้นชิปเป็นส่วนใหญ่ร่วงเกือบ 6% ส่วนหุ้นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์รายเล็กที่พึ่งเงินกู้ เช่น Applied Digital และ Iren ร่วงราว 6-13% เหตุผลหลักคือนักลงทุนประเมินใหม่ว่า การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่อาจเผชิญกฎเกณฑ์และการขออนุญาตที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะกระทบความต้องการชิปและธุรกิจของผู้สร้างดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่ เรื่องนี้ต่อเนื่องจากเดือนตุลาคม ที่หุ้นกลุ่มนี้อย่าง CoreWeave, Nebius และ Iren ร่วงไปแล้วอย่างน้อย 30%

เงินไหลเข้า Apple และ Microsoft

ในทางกลับกัน หุ้นเทคยักษ์ใหญ่กลับได้รับแรงซื้ออย่างหนัก Reuters รายงานว่ามูลค่าตลาดของกลุ่ม Big Tech เพิ่มขึ้นรวมราว 7.5 แสนล้านดอลลาร์ในวันเดียว Apple และ Microsoft ปรับขึ้นกว่า 5-6% และ Amazon บวกราว 7% เหตุผลที่นักลงทุนให้คือ หากการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ทำได้ยากขึ้น บริษัทที่มีกำลังประมวลผลอยู่ในมือแล้วจะยิ่งได้เปรียบ และอาจต้องใช้เงินลงทุนน้อยลงในการแข่งขัน หลายสื่อมองการเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็นการย้ายเงินเข้าหุ้นเทคขนาดใหญ่ที่ถูกมองว่าปลอดภัยกว่า ออกจากหุ้นที่ผูกกับการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยตรง

Apple แซง Nvidia ขึ้นเป็นบริษัทมูลค่าสูงสุดในโลก

การปรับขึ้นครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำตำแหน่งที่ Apple เพิ่งได้กลับคืนมา เมื่อปิดตลาดวันที่ 30 ตุลาคม Apple มีมูลค่าตลาด 5.03 ล้านล้านดอลลาร์ แซง Nvidia ที่ลดลงเหลือ 4.93 ล้านล้านดอลลาร์ ขึ้นเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกอีกครั้ง เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม หลังการปรับขึ้นในวันที่ 4 พฤศจิกายน มีรายงานว่าช่องว่างกว้างขึ้นเป็น Apple ราว 5.12 ล้านล้านดอลลาร์ เทียบกับ Nvidia ราว 4.87 ล้านล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์ชี้ว่าเหตุผลสำคัญคือ Apple ลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างระมัดระวังกว่าคู่แข่ง ทำให้ถูกมองว่าเสี่ยงน้อยกว่าในช่วงที่ตลาดกังวลเรื่องการใช้เงินลงทุน AI มหาศาล นอกจากนี้ หุ้น Apple ยังบวกราว 27% ตั้งแต่ต้นปี มากกว่าเกือบ 3 เท่าของ Nvidia ที่บวกเพียงราว 9.7% อย่างไรก็ตาม Apple เองก็มีความเสี่ยง โดยบริษัทเพิ่งเตือนเมื่อต้นสัปดาห์ว่าต้นทุนชิปหน่วยความจำที่สูงขึ้นจะกดดันอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสเทศกาล

ผลต่อนักลงทุน: ตลาดแยกทางระหว่างผู้ถือ AI กับผู้สร้าง AI

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนการแบ่งขั้วในหุ้นเทคที่ชัดเจนขึ้น ฝั่งหนึ่งคือบริษัทที่มีกำลังประมวลผลและฐานลูกค้าอยู่แล้ว ซึ่งตลาดมองว่าจะได้เปรียบหากการขยายดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ถูกจำกัด อีกฝั่งคือผู้ผลิตชิปและผู้สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องพึ่งการลงทุนก้อนใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น ผลกระทบยังส่งถึงเอเชีย โดยเฉพาะตลาดที่มีหุ้นชิปเป็นสัดส่วนใหญ่อย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งนักลงทุนไทยที่ถือกองทุนหุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นชิปควรติดตาม อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเพียงวันเดียวยังไม่ใช่แนวโน้มระยะยาว สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือรายละเอียดนโยบายด้านดาต้าเซ็นเตอร์และพลังงานที่จะชัดเจนขึ้นหลังการเลือกตั้ง ทิศทางราคาน้ำมันและยีลด์ และผลประกอบการของ Nvidia ที่จะเป็นบททดสอบสำคัญของความต้องการชิป AI ในรอบถัดไป

ที่มา: TheStreet ↗, Reuters (via Euronext) ↗, Reuters (via Investing.com) ↗, CNBC ↗, Yahoo Finance (Zacks) ↗, Technology.org ↗, TweakTown ↗สรุป/เรียบเรียงโดย Yukmai อ่านต้นฉบับที่ลิงก์ด้านบน
#US Stocks#Apple#Microsoft#Nvidia#Semiconductors#US Midterms
Yukmai Media
Digital Marketing Specialist & Content Creator